Afrikaans
Akan
Albanian
Amharic
Arabic
Armenian
Azerbaijani
Basque
Belarusian
Bemba
Bengali
Bihari
Bosnian
Breton
Bulgarian
Cambodian
Catalan
Cebuano
Cherokee
Chichewa
Chinese (Simplified)
Chinese (Traditional)
Corsican
Croatian
Czech
Danish
Dutch
Esperanto
Estonian
Ewe
Faroese
Filipino
Finnish
French
Frisian
Ga
Galician
Georgian
German
Greek
Guarani
Gujarati
Haitian Creole
Hausa
Hawaiian
Hebrew
Hindi
Hmong
Hungarian
Icelandic
Igbo
Indonesian
Interlingua
Irish
Italian
Japanese
Javanese
Kannada
Kazakh
Kinyarwanda
Kirundi
Kongo
Korean
Krio (Sierra Leone)
Kurdish
Kurdish (Soranî)
Kyrgyz
Laothian
Latin
Latvian
Lingala
Lithuanian
Lozi
Luganda
Luo
Luxembourgish
Macedonian
Malagasy
Malay
Malayalam
Maltese
Maori
Marathi
Mauritian Creole
Moldavian
Mongolian
Myanmar (Burmese)
Montenegrin
Nepali
Nigerian Pidgin
Northern Sotho
Norwegian
Norwegian (Nynorsk)
Occitan
Oriya
Oromo
Pashto
Persian
Polish
Portuguese (Brazil)
Portuguese (Portugal)
Punjabi
Quechua
Romanian
Romansh
Runyakitara
Russian
Samoan
Scots Gaelic
Serbian
Serbo-Croatian
Sesotho
Setswana
Seychellois Creole
Shona
Sindhi
Sinhalese
Slovak
Slovenian
Somali
Spanish
Spanish (Latin American)
Sundanese
Swahili
Swedish
Tajik
Tamil
Tatar
Telugu
Thai
Tigrinya
Tonga
Tshiluba
Tumbuka
Turkish
Turkmen
Twi
Uighur
Ukrainian
Urdu
Uzbek
Vietnamese
Welsh
Wolof
Xhosa
Yiddish
Yoruba
Zulu
ทำไมมัสยิดแห่งนี้
ถึงเหมือนโบสถ์
คำตอบสั้นๆ นะครับ
เพราะมันไม่เคยถูกสร้างมาเป็นมัสยิดตั้งแต่แรกครับ
ฮาเกีย โซเฟีย นะครับถูกสร้างขึ้น
ประมาณ ค.ศ. 537
หรือประมาณเกือบ 1,500 ปีที่แล้วนะครับ
ในฐานะมหาวิหารหลวง
ของจักรวรรดิโรมันตะวันออกครับ
ก่อนอิสลามจะเข้ามาถึงดินแดนนี้เกือบ 900 ปี
ค.ศ. 1453 นะครับ
เมืองที่ถูกขนานนามว่า
เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออก
คอนสแตนติโนเปิลเนี่ย ล่มสลายลงต่อกองทัพออตโตมัน
ของสุลต่านวัยเพียง 21 ปี
สุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 ครับ
นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางทหาร
แต่คือการสืบทอดอำนาจของโลกเก่าครับ
หัวใจของเมืองคือมหาวิหารอายุเกือบ 900 ปี
ฮาเกีย โซเฟีย สร้างขึ้นในช่วง ค.ศ. 537 สมัยจักรพรรดิยุสตินิอานุส
เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันออก
โดมขนาดมหึมาที่ถูกออกแบบให้สื่อถึงความยิ่งใหญ่มากๆ ในยุคนั้น
เมื่อเมืองแตก เมห์เม็ดที่ 2 นะครับ
ไม่ทำลาย ไม่ล้างแค้น แล้วก็ไม่ทำให้สถาปัตยกรรมสูญเสีย
สูญเสีย
เขาเลือกที่จะเปลี่ยนสถานะ
ฮาเกีย โซเฟีย เนี่ย ถูกเปลี่ยนจากโบสถ์กลายเป็นมัสยิด
มิห์ร็อบ ถูกกำหนดทิศกิบลัต
มิมบัร ถูกสร้าง
ภาพโมเสกไม่ได้ถูกทุบ แต่ถูกปกปิด
นี่คือความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การลบอดีต
แต่คือการประกาศว่าออตโตมัน
คือผู้รับช่วงอำนาจของจักรวรรดิโรมันตะวันออก
ทั้งในเชิงการเมือง ศาสนา และก็อารยธรรม
การพิชิตครั้งนี้นะครับ
ปิดฉากจักรวรรดิโรมันตะวันออก
และเปิดศักราชใหม่ของโลกอย่างถาวรครับ
ถ้ามองจากไกลๆ นะครับ นี่อาจจะดูเหมือนจอมปลวก
แต่จริงๆ แล้วนะครับ
มันคือผลลัพธ์ของธรณีวิทยาบวกกับวิศวกรรมมนุษย์ครับ
ที่ล้ำหน้ากว่ายุคของมันมากๆ หลายศตวรรษครับ
ดินแดนนี้นะครับคือ คัปปาโดเกีย ครับ
เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟโบราณ เช่น เออร์ซีเยส แล้วก็ ฮาซาน เถ้าภูเขาไฟทับถม
กันหนาหลายสิบเมตร
ก่อนจะอัดแน่นกลายเป็นหินชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทัฟฟ์ (Tuff) ครับ
ทัฟฟ์ ไม่ใช่หินธรรมดานะครับ
มันอ่อนพอให้ขุดด้วยเครื่องมือเหล็กยุคโบราณ
แต่เมื่อสัมผัสอากาศนะครับ ผิวด้านนอกจะค่อยๆ แข็งตัว
กลายเป็นเปลือกธรรมชาติที่รับน้ำหนักได้ดี
นี่คือเหตุผลที่โครงสร้างสูงเรียวเหมือนปล่อง
สามารถตั้งอยู่ได้เป็น 1,000 ปี โดยไม่ต้องใช้เสา
ไม่ต้องใช้ปูน และก็ไม่ต้องมีโครงเหล็ก
ภายในภูเขานะครับ ผนังหนาหลายเมตร
ทำหน้าที่เป็นฉนวนธรรมชาติครับ
อุณหภูมิภายในเนี่ยคงที่ราวประมาณ 13-15 องศา
เย็นในหน้าร้อน อุ่นในหน้าหนาว
โดยไม่ต้องใช้พลังงานใดๆ
แต่ความลึกไม่ได้หยุดแค่บ้านครับ
ใต้พื้นดินนะครับ มีระบบช่องอากาศแนวตั้ง
ที่ทำหน้าที่เหมือนปล่องหายใจของจอมปลวกครับ
อากาศเย็นจะไหลลง
อากาศร้อนถูกดันขึ้นเกิดการถ่ายเทตามหลักฟิสิกส์
โดยไม่ต้องมีพัดลม เมืองใต้ดิน
อย่าง เดอรินกูยู เนี่ย ลึกกว่า 60 เมตร
คือถ้าเราไปดูในรูปนะครับทุกคน
คือเป็นเมืองจริงๆ นะฮะที่อยู่ใต้...
ในดิน คือแบบมหัศจรรย์มากๆ
มีประตูหินทรงกลมหนักหลายตันกลิ้งปิดทางเข้าได้จากด้านใน
ออกแบบมาเพื่อรับมือสงคราม
ไม่ใช่แค่การอยู่อาศัยครับ
ทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่นะฮะ
แต่เกิดจากการเข้าใจวัสดุที่ตัวเองยืนอยู่
บ้านจอมปลวกแห่งคัปปาโดเกียจึงไม่ใช่สถาปัตยกรรมเพื่อความสวยงาม
แต่คือสถาปัตยกรรมเพื่อความอยู่รอด
ที่ประสานธรรมชาติเข้ากับสติปัญญาของมนุษย์อย่างแนบเนียนครับ
ใต้ผืนดินคัปปาโดเกียนะครับ
ไม่ได้มีแค่โพรงหลบซ่อน
แต่มันคือระบบที่อยู่อาศัย
ซึ่งถูกออกแบบมาให้มนุษย์อยู่ได้จริงๆ ในระยะยาวครับ
ในช่วงศตวรรษที่ 1-4 นะฮะ
คริสเตียนยุคแรกต้องเผชิญแรงกดดันทางศาสนา
และก็การเมืองครับ
การปฏิเสธอำนาจรัฐทำให้การอยู่บนดินไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
ทางเลือกจึงอยู่ใต้ดินครับ
เมืองอย่างเดอรินกูยูนะครับ ถูกขุดลึกลงไปหลายสิบเมตร
ไม่ใช่เพื่อซ่อนตัวชั่วคราวนะครับ
แต่เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากเป็นเดือนหรือเป็นปีครับ
หัวใจของเมืองใต้ดินนะครับ ไม่ใช่ความลึก
คือการจัดการอากาศครับ
ปล่องอากาศแนวตั้งขนาดใหญ่เชื่อมต่อทุกระดับของเมือง
อากาศเย็นจากภายนอกจะค่อยๆ ไหลลง
ขณะที่อากาศร้อน ควัน แล้วก็กลิ่นเนี่ย ถูกดันขึ้นตามแรงธรรมชาติ
ผลคือแม้ด้านบนจะร้อนหรือหนาวนะครับ
ด้านในเนี่ย ก็ยังคงอุณหภูมิที่เสถียรแล้วก็หายใจได้ครับ
ทางเดินภายในนะครับ ถูกออกแบบให้แคบ
คด แล้วก็ต่ำ ไม่ใช่ความผิดพลาดนะครับ
แต่คือกลยุทธ์เพื่อชะลอผู้บุกรุกครับ
และทำให้คนภายในเนี่ยควบคุมสถานการณ์ได้
ประตูหินทรงกลมหนักหลายตันเนี่ย กลิ้งปิดจากด้านใน
เหลือเพียงช่องเล็กพอสำหรับการสังเกต ไม่ใช่เพื่อสู้ฮะ แต่เพื่อถ่วงเวลา
ที่นี่มีทุกสิ่งจำเป็นต่อชีวิต
แหล่งน้ำ ห้องพัก พื้นที่เก็บอาหาร แล้วก็เส้นทางสำรองเพื่ออพยพครับ
เมืองใต้ดินของคัปปาโดเกียจึงไม่ใช่แค่ที่หลบภัยของศาสนาใดศาสนาหนึ่งครับ
แต่มันคือบทเรียนของมนุษย์ว่าเมื่อโลกภายนอกไม่ปลอดภัย
มนุษย์สามารถออกแบบพื้นที่ให้สภาพแวดล้อมภายในปรับสมดุลและค้ำจุนชีวิตได้
ด้วยตัวของมันเองครับ
กำแพงเมืองแห่งนี้นะครับ ไม่ได้เป็นของยุคใดยุคหนึ่งนะฮะ
แต่มันคือโครงสร้างที่ถูกส่งต่อทางประวัติศาสตร์ครับ
ที่นี่นะครับคือ ปราสาทอังการา
ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงราว 978 เมตรจากระดับน้ำทะเลครับ
ควบคุมเส้นทางการค้า และก็การทหาร
ของอนาโตเลียตอนกลางมาตั้งแต่สมัยโบราณครับ
หลักฐานเก่าสุดนะครับของการตั้งถิ่นฐาน
ย้อนไปถึงยุคฮิตไทต์ ราว 1,600 ถึง 1,200 ปีก่อนคริสตกาลครับ
แต่กำแพงที่เป็นโครงหลักเริ่มชัดเจนในยุคโรมัน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 2 ถึง
3 ครับ ราว ค.ศ. 217 เมืองอังการาเนี่ย
ถูกจักรพรรดิคาราคัลลาเสริมความสำคัญในฐานะเมืองทหาร กำแพงถูกสร้างเพื่อ
รับมือจากการรุกรานจากชนเผ่าทางเหนือของจักรวรรดิครับ
หลังการแบ่งจักรวรรดิโรมันในศตวรรษที่ 4 นะฮะ
อังการาตกอยู่ภายใต้โรมันตะวันออก หรือ ไบแซนไทน์
กำแพงถูกขยายเป็นระบบสองชั้นและเสริมความหนาเพื่อรับมือสงครามล้อมเมืองระยะยาว
ช่วงศตวรรษที่ 7-9 นะครับ ไบแซนไทน์เนี่ยต้องเผชิญการบุกจาก
กองทัพอาหรับครับ
กำแพงอังการาเนี่ยถูกซ่อมแล้วก็เสริมซ้ำหลายครั้ง
ใช้หินจากอาคารโรมันเก่าเกิดเป็นลักษณะ Spolia (สโปเลีย)
คือการนำวัสดุจากอาคารเดิมมาใช้ใหม่
ซึ่งยังเห็นร่องรอยเสาและก็หินแกะสลักฝังอยู่ในผนังกำแพงจนถึง
ทุกวันนี้ครับ
ปี ค.ศ. 1073 นะครับ
อังการาถูกยึดโดยพวก เซลจุกเติร์ก ครับ
กำแพงถูกปรับให้เหมาะกับสงครามยุคธนูม้า
ช่องยิงแคบลง ทางเดินภายในเนี่ยถูกออกแบบให้เคลื่อนกำลังเร็ว
ในต้นศตวรรษที่ 14 นะฮะ
ออตโตมันเนี่ย เข้ามาควบคุมอังการา
แล้วก็หลังยุทธการอังการาใน ค.ศ. 1402 เนี่ย
กำแพงยังถูกซ่อมใช้งานต่อ ไม่ใช่ในฐานะอนุสรณ์นะฮะ
แต่ในฐานะป้อมเมืองจริง กำแพงเมืองอังการาจึง
ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างของจักรวรรดิใดครับ
แต่มันคือโครงสร้างที่บ่งบอกว่าอำนาจมันเปลี่ยนมือได้
แต่ภูมิศาสตร์และเหตุผลทางทหารไม่เคยเปลี่ยน
และกำแพงก้อนเดิมเหล่านี้ เราจึงเห็นประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปี
ซ้อนทับกันอยู่ในเมืองแห่งนี้ครับ
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเครื่องเทศแค่หยิบมือ
ถึงทำให้คนทั้งทวีปยอมเสี่ยงชีวิตออกเรือติดอาวุธ
และสุดท้ายยอมเหยียบแผ่นดินคนอื่นมาเป็นอาณานิคมของตัวเอง
ครับ คำตอบไม่ได้เริ่มจากปืน แต่มันเริ่มจากการแย่งเส้นทางครับ ตรงนี้
คือตลาดอียิปต์ครับ ติดกับมัสยิดเยนี
เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1660
และสร้างเสร็จในช่วงประมาณปี 1664 ครับ
ในวันที่อิสตันบูลเนี่ย คือหัวใจการค้าและคือด่านเก็บภาษีของโลกเก่าครับ
ชื่ออียิปต์นะครับ ไม่ใช่ชื่อเล่นๆ นะครับ
แต่มาจากเส้นเลือดเศรษฐกิจจริง
เครื่องเทศนะครับ ก็จะมาจากอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้อง
ผ่านอียิปต์ก่อนจะไหลเข้าสู่เมืองหลวงของออตโตมัน
อย่างอิสตันบูลครับ
ในโลกยุคก่อนนะครับ พริกไทย กานพลู ลูกจันทน์ อบเชย ไม่ใช่ของครัวนะฮะ
แต่มันคืออำนาจครับ ใครคุมเส้นทาง คนนั้นตั้งราคา
ใครตั้งราคา คนนั้นคุมโลก
ยุโรปในยุคกลางนะครับไม่มีทางเลือก ต้องซื้อ ต้องยอม แล้วก็ต้องจ่ายแพง จนในปี ค.ศ.
1498 นะครับ
โปรตุเกสเนี่ย อ้อมแอฟริกาไปถึงอินเดีย ไม่ใช่เพื่อเปิดโลกนะครับ
แต่เพื่อแทงทะลุระบบการค้าเดิมของโลกมุสลิมครับ ศตวรรษที่ 17 นะครับ
ดัตช์เนี่ยตั้ง VOC หรือว่าบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ครับ
บริษัทเอกชนที่รัฐหนุนหลัง มีสิทธิ์ตั้งกองทัพทำสงครามยึดดินแดน
แล้วก็ผูกขาดการค้า ไม่ต่างจากจักรวรรดิในนามบริษัทนั่นเองครับ
VOC นะฮะ เขาไม่ต่อราคา แต่ผูกขาดทั้ง
กานพลูและลูกจันทน์ ถูกควบคุมด้วยปืน ไม่ใช่ด้วยตลาด
และอังกฤษนะครับไม่ได้มาช้านะฮะ แต่มาแรงมากๆ ในปี
ค.ศ.
1600 นะครับ อังกฤษเนี่ยจัดตั้งบริษัท
ที่ชื่อว่า บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ
เริ่มจากพ่อค้าก่อนจะกลายเป็นจักรวรรดิในคราบบริษัท อังกฤษนะครับ
ไม่เล่นเกมผูกขาดจุดเดียวครับ
แต่เลือกครองเส้นทาง ครองท่าเรือ ครองแผ่นดินครับ
โปรตุเกสนะครับ เปิดทาง ดัตช์บีบตลาด อังกฤษเนี่ยกลืนทั้งระบบ
ทั้งหมดนี้นะครับ ไม่ใช่สงครามศาสนานะครับ
แต่มันคือสงครามของคนที่ไม่ยอมเป็นแค่ผู้ซื้ออีกต่อไป
ตลาดอียิปต์
การค้าสงบสุขถูกแทนที่ด้วยการแข่งขันแบบไม่ถอย
และกลิ่นเครื่องเทศที่ลอยอยู่ตรงนี้ไม่ใช่แค่กลิ่นของอาหาร
แต่มันคือกลิ่นของยุคสมัยครับ ที่มนุษย์เนี่ยยอมแลก เรือ ปืน ชีวิต แล้วก็แผ่นดิน
เพื่อควบคุมรสชาติบนปลายลิ้นของโลกนั่นเองครับ
เคยมีใครตั้งคำถามจริงๆ ไหมครับว่า
กำแพงเมืองหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนศาสนา
เปลี่ยนมหาอำนาจ และเปลี่ยนทิศทางโลกทั้งใบได้อย่างไร
คำตอบอยู่ที่นี่ครับ
นี่คือเมือง คอนสแตนติโนเปิล เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันออก
ศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาตะวันออก และประตูเชื่อมยุโรปกับ
โลกอิสลามครับ หัวใจของเมืองนะครับคือกำแพงธีโอโดเซียสครับ
สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 413 เป็นระบบป้องกันสามชั้น
ที่ทำให้เมืองนี้ไม่แตกมานานกว่าพันปี ตลอดหลายศตวรรษนะครับ
เมืองนี้เคยถูกล้อมมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนครับ
ตั้งแต่กองทัพอาหรับในศตวรรษที่ 7-8 เนี่ย
และชาวรุสจากทางเหนือ กองทัพครูเสด ไปจนถึงกองทัพจากยุโรปตะวันตก
แล้วทำไมเมืองนี้ถึงยังรอดแล้วก็ป้องกันได้ดีมากๆ นะฮะ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือแนวป้องกันด้านหลังเมืองครับ
หรือที่คนเรียกว่า อ่าวโกลเด้นฮอร์น (Golden Horn) นั่นเอง
ปากอ่าวแห่งนี้นะครับถูกปิดตายด้วยโซ่เหล็กขนาดมหึมาขึงไว้ใต้น้ำ
เอาจริงๆ นะครับ โมเดลคล้ายๆ กับที่อยุธยาเหมือนกันนะครับ
แนวคิดอาจจะมาจากที่นี่ก็ได้
เชื่อมจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง
ทำให้เรือรบศัตรูเนี่ยไม่มีทางฝ่าเข้าอ่าวได้
นี่คือระบบป้องกันที่ใช้มาหลายร้อยปี
และไม่เคยมีใครเจาะผ่านมันได้สำเร็จครับ
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1453 ครับ
ชายวัยเพียง 21 ปี ชื่อว่าสุลต่านเมห์เม็ด
ที่ 2 หรือที่ประวัติศาสตร์เรียกว่า อัลฟาติห์ ผู้พิชิต
เมื่อกองทัพออตโตมันมาถึง ฟาติห์นะครับรู้ทันทีว่าทางน้ำถูก
ตัดอย่างสมบูรณ์
การบุกฝ่าโซ่คือทางตัน เขาจึงไม่พยายามทำลายในสิ่งที่แข็งแรงที่สุดนะฮะ
แต่เลือกทำสิ่งที่ไม่มีใครในโลกคิดว่าจะมีคนทำ กษัตริย์ฟาติห์นะครับ
สั่งลากเรือรบออตโตมันขนาดใหญ่เนี่ย ขึ้นบกครับจากทะเล ข้ามแผ่นดินบนท่อนซุง
คือแบบโอ้โหล้ำมากๆ นะฮะ
ในยุคนั้นแล้วก็แทบไม่มีใครคาดคิดเลย
นี่ไม่ใช่การฝ่าแนวป้องกันนะครับ
แต่คือการข้ามมันไปเลย เช้าวันถัดมานะครับ
ชาวโรมันตะวันออกเนี่ย ตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่า
เรือศัตรูเนี่ยอยู่ในอ่าวแล้ว ที่ที่พวกเขาเชื่อว่าปลอดภัยที่สุด
แนวป้องกันถูกเจาะจากด้านหลังครับ
ขวัญกำลังใจเนี่ยพังทลาย เมืองถูกบีบทั้งทางบกแล้วก็ทางน้ำ
ในวันที่ 29 พฤษภาคม นะครับ
ค.ศ. 1453 กำแพงที่ยืนหยัดมากกว่าพันปีเนี่ย
ถูกเจาะทะลุ ในวันนั้นนะครับไม่ได้มีแค่เมืองที่ล่ม
แต่คือจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่สิ้นสุดลงครับ
ศูนย์กลางคริสต์ศาสนาตะวันออกสูญหาย
ออตโตมันก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่
อำนาจของโลกเมดิเตอร์เรเนียน
ย้ายจากฝั่งยุโรปตะวันออกมาสู่โลกอิสลามครับ
และแรงสะเทือนนะครับ ยังลามไกลมากๆ
ยุโรปเนี่ยถูกตัดจากเส้นทางการค้าเดิม
จึงต้องออกเรือแล้วก็เริ่มยุคการสำรวจแล้วก็การล่าอาณานิคมนั่นเองครับ
และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุคตื่นรู้ครับ
นั่นก็คือ
สองอย่างที่เราทุกคนเนี่ยเคยได้ยินนั่นเอง
ทั้งหมดนี้นะครับเริ่มจากการตัดสินใจหนึ่งครั้ง
ที่ไม่ยอมเล่นตามกติกาเดิมของโลก
กำแพงคอนสแตนติโนเปิลจึงไม่ใช่แค่ซากหิน
แต่มันคือบทเรียนว่าบางครั้งเนี่ย
อำนาจของโลกไม่ได้เปลี่ยนเพราะใครมีกำแพงหนากว่า
แต่เพราะใครกล้าคิดในสิ่งที่ไม่มีใครคิด และคำถามสุดท้ายก็คือ
ถ้าวันนั้นไม่มีการลากเรือข้ามแผ่นดิน
ประวัติศาสตร์ของโลกจะถูกเขียนใหม่ไปแบบไหนครับ
Can't find what you're looking for?
Get subtitles in any language from opensubtitles.com, and translate them here.