All language subtitles for American Manhunt Osama Bin Laden - EP-02 - Gloves Are Off

af Afrikaans
ak Akan
sq Albanian
am Amharic
ar Arabic
hy Armenian
az Azerbaijani
eu Basque
be Belarusian
bem Bemba
bn Bengali
bh Bihari
bs Bosnian
br Breton
bg Bulgarian
km Cambodian
ca Catalan
ceb Cebuano
chr Cherokee
ny Chichewa
zh-CN Chinese (Simplified)
zh-TW Chinese (Traditional)
co Corsican
hr Croatian
cs Czech
da Danish
nl Dutch
en English Download
eo Esperanto
et Estonian
ee Ewe
fo Faroese
tl Filipino
fi Finnish
fr French Download
fy Frisian
gaa Ga
gl Galician
ka Georgian
de German
el Greek
gn Guarani
gu Gujarati
ht Haitian Creole
ha Hausa
haw Hawaiian
iw Hebrew
hi Hindi
hmn Hmong
hu Hungarian
is Icelandic
ig Igbo
id Indonesian
ia Interlingua
ga Irish
it Italian
ja Japanese
jw Javanese
kn Kannada
kk Kazakh
rw Kinyarwanda
rn Kirundi
kg Kongo
ko Korean
kri Krio (Sierra Leone)
ku Kurdish
ckb Kurdish (Soranî)
ky Kyrgyz
lo Laothian
la Latin
lv Latvian
ln Lingala
lt Lithuanian
loz Lozi
lg Luganda
ach Luo
lb Luxembourgish
mk Macedonian
mg Malagasy
ms Malay
ml Malayalam
mt Maltese
mi Maori
mr Marathi
mfe Mauritian Creole
mo Moldavian
mn Mongolian
my Myanmar (Burmese)
sr-ME Montenegrin
ne Nepali
pcm Nigerian Pidgin
nso Northern Sotho
no Norwegian
nn Norwegian (Nynorsk)
oc Occitan
or Oriya
om Oromo
ps Pashto
fa Persian
pl Polish
pt-BR Portuguese (Brazil)
pt Portuguese (Portugal)
pa Punjabi
qu Quechua
ro Romanian
rm Romansh
nyn Runyakitara
ru Russian
sm Samoan
gd Scots Gaelic
sr Serbian
sh Serbo-Croatian
st Sesotho
tn Setswana
crs Seychellois Creole
sn Shona
sd Sindhi
si Sinhalese
sk Slovak
sl Slovenian
so Somali
es Spanish
es-419 Spanish (Latin American)
su Sundanese
sw Swahili
sv Swedish
tg Tajik
ta Tamil
tt Tatar
te Telugu
ti Tigrinya
to Tonga
lua Tshiluba
tum Tumbuka
tr Turkish
tk Turkmen
tw Twi
ug Uighur
uk Ukrainian
ur Urdu
uz Uzbek
vi Vietnamese
cy Welsh
wo Wolof
xh Xhosa
yi Yiddish
yo Yoruba
zu Zulu

Original subtitles

(ภาพกล้องวงจรปิดและภาพมุมสูงบางส่วน ในตอนนี้เป็นการจำลองใหม่)

(ตามการค้นคว้าและปากคำผู้เห็นเหตุการณ์)

(อัฟกานิสถาน 1998)

เขามีทรัพย์สินส่วนตัวประมาณ 250 ล้านดอลลาร์

เขาอาศัยอยู่ในถ้ำบนยอดเขาในอัฟกานิสถาน

และเขาควบคุมสิ่งต่างๆ จากที่นั่น ทั้งเครือข่ายด้านการเงิน การลำเลียง

และการสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ ให้กับกลุ่มมุสลิมซุนนี

ที่กำลังต่อสู้ในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ญิฮาด"

หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์

เมื่อไม่นานมานี้จอห์น มิลเลอร์จากเอบีซี ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานเพื่อโอกาสที่หาได้ยาก

สัมภาษณ์บิน ลาเดน

การสัมภาษณ์บิน ลาเดน เป็นความเสี่ยงที่เราคำนวณไว้แล้ว

ใช่ เราเสี่ยงดวงและมันอันตรายมาก

นักข่าวอย่างเราชอบกดดันตัวเอง

ผมต้องเข้าไปให้ถึงตัวคนพวกนี้สักคน

ไม่ใช่แค่นั่งดูโฆษณาชวนเชื่ออยู่เฉยๆ

(จอห์น มิลเลอร์ นักข่าว)

ตอนนั้นเป็นเดือนพฤษภาคมปี 1998 ที่อิสลามาบัด

เราถูกลากขึ้นเครื่องบิน แล้วต่อด้วยรถบัส

แล้วก็ขึ้นท้ายกระบะ ไปยังพื้นที่ที่ไม่มีถนนด้วยซ้ำ

ในที่สุดเราก็มาถึงยอดเขาแห่งหนึ่ง

ทุกคนเล็งปืนขึ้นฟ้าแล้วเริ่มยิงกระสุนส่องวิถี

ข้างๆ ผมคือเด็กผู้ชายตัวเล็กคนนึง

เขาถือปืนเอเค-47 แล้วยิงปืนกระบอกนั้นห่างจากหูผมแค่นี้

ผมผลักปืนให้ออกไปห่างๆ

แต่เขาก็เอาเข้ามาใกล้อีก แล้วยิงจนหมดแม็ก

เด็กคนนั้นคือลูกชายของโอซามา บิน ลาเดน

นักรบคนหนึ่งบอกว่า "มีข่าวดี"

"คุณบิน ลาเดนตกลงที่จะตอบคำถามคุณทุกข้อ

แต่เราจะไม่แปลคำตอบ"

ผมถามว่า "แล้วผมจะถามเพิ่มเติมยังไง"

เขาบอกว่า "จะไม่มีการถามอะไรเพิ่มเติม"

เราเริ่มการสัมภาษณ์ ไปกันทีละคำถาม

"คุณให้ทุนสนับสนุนแผนการระเบิดเครื่องบิน ที่มีผู้โดยสารเต็มลำตามเส้นทางแปซิฟิกใช่ไหม"

"การลอบสังหารพระสันตะปาปาที่มะนิลาล่ะ"

"มีแผนฆ่าประธานาธิบดีคลินตันรึเปล่า"

ผมนั่งฟัง พยักหน้าตามไปด้วย

ในใจคิดว่า "เขาบอกอะไรมาบ้างเนี่ย"

พอจบการสัมภาษณ์

ผมเดินกลับไปหาคนประสานงานที่ด้านหลัง

แล้วถามว่า "เขาพูดว่าอะไรบ้าง"

คนประสานงานตอบว่า "หลายอย่าง"

"เราต้องเอาเทปมาแล้วออกไปจากที่นี่"

พอกลับมาถึงโรงแรม เราแปลเนื้อหาหลักจนเสร็จ

มันช็อกโลกมาก น่ากลัวมาก

เราไม่แยกว่าใครสวมชุดทหาร ใครเป็นพลเรือน

ทุกคนคือเป้าหมายในฟัตวานี้

ให้ตายสิ เขาแฝงข้อความมา

เขาใช้การสัมภาษณ์นั้น เป็นโอกาสในการประกาศสงครามกับอเมริกา

พวกคุณจะไปจากที่นี่ เมื่อศพของทหารและพลเรือนอเมริกัน

ถูกส่งใส่โลงไม้และโลงศพ

เมื่อนั้นพวกคุณจะไปจากที่นี่

มันเปลี่ยนสถานการณ์ไปเลย

(American Manhunt: โอซามา บิน ลาเดน)

(2 ธันวาคม 2001)

(17 ธันวาคม 2001 97 วันหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

มีรายงานว่าสหรัฐฯ เคยมีโอกาสจับตัวโอซามา บิน ลาเดน

แต่พลาด

นักรบอัลกออิดะห์ที่ถูกจับตัวเล่าว่า บิน ลาเดนอยู่ที่การสู้รบที่โทราโบรา

วอชิงตันโพสต์รายงานว่า

เขาหลบหนีไปได้ เพราะกองทัพล้มเหลวในการส่งกำลังติดตาม

ตอนนั้นบิน ลาเดนอยู่ใกล้แค่เอื้อม

เราต้องฆ่าเขาให้ได้ที่โทราโบรา แต่เราทำไม่สำเร็จ

และตอนนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่า บิน ลาเดนหลบหนีเข้าปากีสถานไปแล้ว

ฉันโกรธคณะรัฐบาลนิดหน่อย

เพราะคุณปล่อยให้เขาหลุดมือไปได้ ทั้งที่เราตามเขาชนิดไม่ปล่อยให้คลาดสายตา

เรารู้ว่าเขาอยู่ตรงไหน

แต่มาทีนี้เขาหนีเข้าพื้นที่กว้างใหญ่ของปากีสถาน

แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะหาใครเจอที่นั่น

ฉันก็เลยโกรธอยู่เหมือนกัน

เราน่าจะจบเรื่องนี้ไปได้แล้วแท้ๆ

เราเกือบจะได้ข้อสรุป ให้กับผู้รอดชีวิตในนิวยอร์กแล้วแท้ๆ

นั่นเป็นโอกาสดีที่สุดแล้วที่เรามี

และผมเสียใจที่เราคว้ามันไว้ไม่ได้

ผมนึกว่าฆ่าเขาสำเร็จแล้ว

แล้วก็คิดว่า "เราต้องพยายามกันใหม่"

อาจไม่ใช่ผม แต่ต้องมีใครสักคนลองดูอีกสักตั้ง

มีวิดีโอชวนเชื่อของโอซามา บิน ลาเดน ปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกอาหรับวันนี้

เราทำลายตึกสูงและอาคารปลูกสร้าง ได้เกือบ 800 แห่งแล้ว

ในวิดีโอดังกล่าว บิน ลาเดนไม่ได้ดูเหมือนคนที่ถูกไล่ล่า

หรือหนีเอาชีวิตรอด

เขาไม่ได้หนีเราไปไหน

เมื่อสามเดือนก่อน ชายคนนี้ควบคุมประเทศทั้งประเทศ

ตอนนี้เขาควบคุมได้แค่ถ้ำ

เขารู้ว่าเรากำลังตามล่าเขา

และผมว่าจุดที่เราอยู่ดีกว่าจุดที่เขาอยู่

บิน ลาเดนยังไม่ถูกจับตัว การไล่ล่ายังดำเนินต่อไป

คำถามที่ยังค้างคาคือบิน ลาเดนอยู่ที่ไหน

(สำนักงานใหญ่ซีไอเอ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้าย หรือซีทีซี)

มีความกังวลว่าถ้าบิน ลาเดน

และสมาชิกอัลกออิดะห์คนอื่นๆ ออกจากอัฟกานิสถาน

เขาจะไปไหนก็ได้

พวกเขาอาจข้ามพรมแดนไปปากีสถาน อิหร่าน

หรือบินหนีไปที่ไหนก็ได้ตามที่ต้องการ

ปัญหาคือความเป็นไปได้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด

เขาหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรามาได้หลายปี ก่อน 11 กันยายนซะอีก

เราตามรอยเขามาตั้งแต่ปี 1996 ดังนั้นเขาไม่ได้โง่

เขารู้ดีว่าต้องทำยังไงให้ตัวเองปลอดภัย

สุดท้ายเราก็เริ่มคิดว่า เราสามารถมองเรื่องนี้ในมุมอื่นได้ไหม

คำถามไม่ใช่ "บิน ลาเดนอยู่ไหน" แต่เป็น "ใครที่น่าจะอยู่กับบิน ลาเดน

(อาลี ซูฟาน เอฟบีไอ เจ้าหน้าที่พิเศษ)

ผมเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ

ที่ได้รับมอบหมายให้สืบสวน การโจมตีของอัลกออิดะห์ทั่วโลก

และสอบปากคำสมาชิกอัลกออิดะห์

ภารกิจเรา ไม่ใช่แค่การจับตัวโอซามา บิน ลาเดน

แต่เราต้องป้องกันการโจมตีในอนาคตด้วย

(โทราโบรา อัฟกานิสถาน)

หลังจากที่บิน ลาเดนหนีไปได้ที่โทราโบรา

กองกำลังสหรัฐฯ ก็ค้นหาเบาะแสที่อาจนำไปสู่ตัวเขา

และที่เซฟเฮาส์ของอัลกออิดะห์

พวกเขาเจอเทปม้วนหนึ่ง

ที่บันทึกภาพบิน ลาเดนอธิบายแผนการต่างๆ

และทุกครั้งที่เขาอธิบายเกี่ยวกับ เหตุการณ์ 11 ก.ย.

เขาชี้ไปทางคนที่ถือกล้อง

แล้วพูดว่า "มุกห์ตาร์"

ในความฝัน เขาเห็นมุกห์ตาร์

"ขอพระเจ้าคุ้มครองมุกห์ตาร์"

ในเทปม้วนเดียวกันนั้น

จะเห็นลูกชายของบิน ลาเดน ที่ตอนนั้นยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ

เขาเจอชิ้นส่วนโดรน

แล้วก็เริ่มตะโกนว่า "มุกห์ตาร์ มาดูอันนี้"

ผู้ชายคนที่ถือกล้องรับไปดู

ดูจากเทปม้วนนี้แล้วรู้ชัดเลยว่า มุกห์ตาเป็นคนที่อยู่วงในใกล้ชิดบิน ลาเดน

และเขาอาจเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คน ที่รู้ว่าบิน ลาเดนซ่อนตัวอยู่ที่ไหน

เราเลยพยายามหาคำตอบว่ามุกห์ตาร์เป็นใคร

เราไม่รู้ว่าเขาหน้าตาเป็นยังไง เพราะเขาไม่เผยใบหน้าให้เห็นในเทป

เรารู้แค่นามแฝงของเขา "มุกห์ตาร์"

เรามักจะพูดถึงแต่ "บิน ลาเดน" "บิน ลาเดน"

แต่ฉันรู้สึกว่าในตอนนั้น

เขาไม่ได้เคลื่อนไหวมากนัก

ดูเหมือนเขาจะมอบหมายงานส่วนใหญ่ ให้ลูกน้องทำ

พวกนั้นคือคนที่ทำงานสกปรกทั้งหมดแทนเขา

เราได้รวบรวมภาพถ่าย ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเขา

ที่กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ

แน่นอนว่าที่ด้านบนสุดคือบิน ลาเดน

ถัดลงมาคือรองหัวหน้า ซาวาฮิรี

จากนั้นก็เป็นกลุ่มลูกน้องระดับสูงไม่กี่คน

ที่ใกล้ชิดกับบิน ลาเดนมาก

มีอาบู ซูบัยดาห์

ที่ถูกสงสัยว่า เป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของบิน ลาเดน

และอีกคนคือเจ้าหน้าที่ลึกลับ ที่รู้จักกันแค่ในนาม "มุกห์ตาร์"

เรามีเบาะแสให้ติดตามมากมาย

และในระหว่างนั้น เราก็คิดว่าอาจมีการโจมตีอีกครั้ง

เมื่ออัลกออิดะห์ออกจากอัฟกานิสถานไป พวกมันไม่ได้ไปกบดาน

พวกมันยังคงวางแผนและเตรียมการต่อไป

ประเทศยังคงอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสูง หลังหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ

ได้ยิน "การสนทนาที่น่าสงสัย"

(พฤศจิกายน 2001)

(ธันวาคม 2001 3 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

บ่ายวันนี้ได้เกิดเหตุการณ์น่าตกใจขึ้น บนเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์

เจ้าหน้าที่เล่าว่าพนักงานต้อนรับ ได้พบว่าผู้โดยสารคนหนึ่ง

พกระเบิดขึ้นไปบนเครื่องจัมโบ้เจ็ตลำนั้น

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายคนนี้ตั้งใจจะฆ่าตัวตาย

และทำลายเครื่องบินไปพร้อมกัน

ในรองเท้าของเขามีวัตถุระเบิดเพียงพอ ที่จะก่อให้เกิด "หายนะครั้งใหญ่"

ริชาร์ด รี้ด หรือที่เรียกกันว่า "มือระเบิดรองเท้า"

คือคนแรกที่อัลกออิดะห์ส่งมา เพื่อพยายามโจมตีเครื่องบินอีกครั้ง

ด้วยวิธีการที่น่ากลัว

ลองนึกภาพสิว่าถ้าเครื่องบินโดยสารของสหรัฐฯ ตกลงมาจากฟ้าจะเป็นยังไง

คืนนี้อเมริกายกระดับการเฝ้าระวัง

สมมติเราพูดถึงบริษัทใหญ่สักแห่ง

ที่สำนักงานพังเสียหายเพราะแผ่นดินไหว

คิดว่าบริษัทนั้นจะหยุดดำเนินการไหม

หรือว่าพวกเขาจะย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่อื่น

พวกมันมีฐานปฏิบัติการทั่วโลก และแผนการเหล่านั้นก็เริ่มดำเนินการแล้ว

เรารู้สึกเหมือนมาถึงทางตัน

แต่แล้วเราก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับอาบู ซูบัยดาห์

อาบู ซูบัยดาห์เป็นคนที่รับผิดชอบด้านโลจิสติกส์

การสรรหาคนและการวางแผนปฏิบัติการ

ฉันมองว่าอาบู ซูบัยดาห์ เป็นเหมือนมือขวาของบิน ลาเดน

เป็นฝ่ายปฏิบัติการ

เมื่อมีข่าวกรองใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เราก็เริ่มพบรูปแบบการเดินทางของ อาบู ซูบัยดาห์ที่ปากีสถาน

(ไฟซาลาบาด ประเทศปากีสถาน)

เราจำกัดพื้นที่ที่เขาเดินทางไปให้แคบลง

ถ้าจำไม่ผิดคือเหลือประมาณ 17 ที่

และเราตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

เราตัดสินใจบุก 17 ที่นั้นพร้อมกัน

(ธันวาคม 2001)

(มีนาคม 2002 6 เดือนหลัง 11 ก.ย.)

พอเราบุก

เขาก็หนีไปได้ โดยกระโดดจากดาดฟ้าตึกนึงไปยังอีกตึกนึง

และได้รับบาดเจ็บสาหัส

เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผมกับคู่หูถูกเรียกตัวไปสอบปากคำเขา

อาบู ซูบัยดาห์ได้รับบาดเจ็บสาหัส

หมอคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่า

"ถ้าอยากคุยกับเขา ก็คุยตอนนี้เลย เพราะเขาติดเชื้อในกระแสเลือด"

"น่าจะอยู่ไม่ถึงเช้าวันพรุ่งนี้"

ผมบอกหมอคนนั้นว่า "เขาจะตายไม่ได้ ทำยังไงก็ได้ให้เขายังมีชีวิตรอด"

ที่โรงพยาบาล

เราเดินหน้าสอบปากคำเขาต่อไป

(ลับสุดยอด - เปิดเผยได้)

ทุกคนตกใจที่เขาให้ความร่วมมือ

เขาได้บอกชื่อสมาชิกอัลกออิดะห์คนนึง ที่กำลังวางแผนการโจมตี

ผมบอกว่า "ถ้าฉันเอารูปหมอนั่นให้ดู นายช่วยบอกได้ไหมว่าใช่เขารึเปล่า"

เขาบอกว่า "ได้"

คู่หูผมมีอุปกรณ์โซนี่เครื่องนึง หน้าตาเหมือนปาล์มไพลอต

และในอุปกรณ์เครื่องนั้น เขามีรูปผู้ก่อการร้ายที่เป็นที่ต้องการตัวที่สุด

เขาเลื่อนลงไป ใช้ปากกาจิ้ม

ส่งมาให้

ผมถามว่า "ใช่คนนี้ไหม"

เขาตอบ "ไม่ใช่"

ตอนนั้นทีแรกผมไม่รู้ว่าคู่หูผมซูมผิดรูป

ผมเลยพูดว่า "โทษที"

ผมบอกว่า "สตีฟ นายเลือกรูปผิดคน"

เขาถามว่า "แล้วหมอนี่เป็นใคร บอกทีสิ"

เขาบอกว่า "คนนี้คือมุกห์ตาร์"

ผมมองดูรูป

ทีนี้ผมตื่นเต้นขึ้นมาเลย ผมอยากเห็นว่ามุกห์ตาร์คนนั้นคือใครกันแน่

และรูปนั้นคือรูปของคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด

หรือที่รู้จักกันในชื่อเคเอสเอ็ม

เขาคือผู้ก่อการร้ายที่เราตามตัวมาหลายปี

ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เคเอสเอ็มเป็นสมาชิกกลุ่มอัลกออิดะห์

ผมช็อกสุดๆ

แต่ยังไม่ช็อกเท่าเรื่องที่จะได้รู้ต่อไป

ผมพูดกับอาบู ซูบัยดาห์ว่า "ไหนๆ ก็ไหนๆ เรามาคุยเรื่องเขากันหน่อย"

เขาบอกว่า "เขาอยู่เบื้องหลัง 11 ก.ย."

เหมือนหลอดไฟในหัวผมสว่างขึ้นมาทันที ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

เคเอสเอ็ม เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับบิน ลาเดนมาตลอด

เขาคือคนที่ออกแบบ อยู่เบื้องหลัง และเป็นมันสมองของเหตุการณ์ 11 ก.ย.

หลังจากที่อาบู ซูบัยดาห์ได้เปิดเผยว่า เคเอสเอ็มเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 11 ก.ย.

เราก็ได้รู้ว่าเคเอสเอ็มหมกมุ่นกับ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มาหลายปีแล้ว

(1993 - นิวยอร์ก 8 ปีก่อนเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

ในปี 1993 คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด โจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ก

เขาร่วมมือกับกลุ่มก่อการร้ายท้องถิ่น

พวกเขาหารถตู้ เตรียมระเบิด

และนำระเบิดไปวางใต้ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

เขาคิดว่าโครงสร้างของตึกจะสั่นไหวจนโค่นล้ม

เขาต้องการให้ตึกถล่ม

เขาพูดในภายหลังว่า เขาต้องการสังหารคนหนึ่งแสนคน

ถ้าพวกเขาใช้ระเบิดมากกว่านั้นอีกนิด

และขยับรถไปทางขวาหรือซ้ายอีกแค่คืบเดียว

ตึกอาจถล่มลงมาจริงๆ ก็ได้

อีกแค่นิดเดียว

(วันแห่งความหวาดกลัวของนิวยอร์ก)

คาลิด เชค โมฮัมเหม็ดไม่เคยรามือ จนกว่าจะถล่มหอคอยทั้งสองได้

หลังจากเหตุวางระเบิดตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในปี 1993

คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด

มีแผนการและไอเดียเต็มสมอง

แต่ไม่มีเงินทุนที่จะทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ

เขาหาทางไปยังอัฟกานิสถาน และเข้าร่วมกับอัลกออิดะห์

เขาหาทางกลับไปหาโอซามา บิน ลาเดนจนได้

และเขาเสนอไอเดียนี้ว่า

"เราจะโจมตีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เป็นการแก้ปัญหา

เราเคยลองมาแล้วแต่มันยังตั้งตระหง่านอยู่"

แต่ตอนนี้แผนการใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

"เราจะโจมตีรัฐสภา เราจะโจมตีเพนตากอน"

"เราจะทำให้อเมริกาต้องสะเทือน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"

ถ้าจะมีใครสักคนเป็นคนสำคัญในแผนการทั้งหมด

คนคนนั้นคือคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด

บิน ลาเดนเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์และคนคล้อยตาม

แต่คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด เป็นคนที่ออกแบบและวางแผนการ

เขาหนีไปกบดานหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.

ปฏิบัติการข่าวกรองลับที่ดำเนินการต่อเนื่อง

ทำให้เราได้รู้ว่าเขาอยู่ในราวัลปินดี ประเทศปากีสถาน

ข้อมูลนี้นำไปสู่ ปฏิบัติการจับตัวคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด

(มีนาคม 2002)

(มีนาคม 2003 1 ปี 6 เดือนหลัง 11 ก.ย.)

(ราวัลปินดี ประเทศปากีสถาน)

เจ้าหน้าที่ซีไอเอและปากีสถาน ใช้กำลังบุกวิลล่าสองชั้น

พังประตูและพังทุกอย่างที่น่าสงสัย

ครอบครัวของเขากล่าวว่า ในตอนนั้นทุกคนกำลังนอนหลับ

คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด ถูกจับในสภาพใส่แค่กางเกงชั้นใน

วันนั้นเป็นวันเกิดของเขา

คาลิด เชค โมฮัมเหม็ด อยู่ในกำมือของอเมริกาแล้วคืนนี้

นักวางแผนอันดับหนึ่งของอัลกออิดะห์ถูกรวบแล้ว

บิน ลาเดนกับเคเอสเอ็มใกล้ชิดกันมาก

ตอนที่เราจับเคเอสเอ็มได้ เราคิดว่าเขาอาจพาเราไปหาบิน ลาเดน

นั่นเป็นการจับกุมครั้งที่สำคัญมาก

สำคัญที่สุดในตอนนั้น

นี่เป็นครั้งแรกที่ซีไอเอ มีเบาะแสบิน ลาเดนเป็นชิ้นเป็นอัน

และความคาดหวังก็สูงมาก

(แบล็กไซต์ของซีไอเอ สถานที่ไม่เปิดเผย ประเทศโปแลนด์)

การจับกุมคาลิด เชค โมฮัมเหม็ด เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมาก

เพราะมันทำให้แผนการของเขาต้องชะงัก

และข้อมูลที่เราได้จากเขา คือปฏิบัติการต่างๆ ที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมการ

เท่าที่เรารู้จากข่าวกรองที่รวบรวมได้

คือบิน ลาเดนควบคุมองค์กรทุกรายละเอียด

เขาเป็นคนอนุมัติงานต่างๆ มีส่วนร่วมวางแผนโจมตีไม่น้อยไปกว่าคนอื่น

เขาเป็นผู้นำที่มีบทบาทเต็มที่ในกลุ่มอัลกออิดะห์

และพวกเขากำลังฟื้นศักยภาพ

ผมกังวลว่าจะมีการโจมตีเพิ่มเติมอีก

(มีนาคม 2003)

(พฤศจิกายน 2003 2 ปี 2 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

(อิสตันบูล ประเทศตุรกี)

เมื่อเช้านี้ รถตู้ที่บรรทุกระเบิดเต็มคัน ได้ระเบิดขึ้นระหว่างการสวดมนต์วันสะบาโต

กลุ่มที่อ้างว่ามีความเกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์ ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ

เป็นสถานการณ์ที่ทำให้นึกถึงระเบิดเวลา

เพราะในรายชื่อเป้าหมายที่พวกมันอยากโจมตี ต้องมีแผ่นดินแม่เราแน่นอน

(พฤศจิกายน 2003)

(มีนาคม 2004 2 ปี 6 เดือนหลัง 11 ก.ย.)

ตอนนั้นฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในสำนักงานใหญ่

แล้วก็ได้ยินเสียงใครพูดว่า "ไปตายซะ"

พวกมันระเบิดรถไฟในสเปน

พวกมันก็แค่ฆาตกรเลือดเย็น

ไม่เห็นค่าของชีวิต อย่างที่อารยชนอย่างเราเห็นค่า

บิน ลาเดนขยายอิทธิพลออกไป

เริ่มเห็นกลุ่มอัลกออิดะห์เกิดขึ้นทุกที่

ตอนที่เกิด 11 ก.ย. มีอัลกออิดะห์แค่กลุ่มเดียว

แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้

แบบว่า "จะเกิดอะไรอีกเมื่อไหร่"

"เมื่อไหร่จะมีการโจมตีอีก เมื่อไหร่จะมีการโจมตีอีก"

(มีนาคม 2004)

ตอนนั้นผมประชุมอยู่ที่ลอนดอน มีคนเข้ามาในห้อง

"มีการโจมตีหลายจุดในลอนดอน มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน"

ระเบิดหลายลูกถูกจุดชนวน ในระบบขนส่งมวลชนของลอนดอน

ในชั่วโมงเร่งด่วนภาคเช้า

มีผู้บาดเจ็บมากกว่าเจ็ดร้อยคน

บิน ลาเดนกำลังสร้างความหวาดกลัว

ให้คนกลัวการขึ้นรถไฟ กลัวการขึ้นรถบัส กลัวการเดินบนท้องถนน

กลัวการเข้าพักโรงแรม

มีการโจมตีเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

ตอนนั้นเรารู้ว่าการโจมตีครั้งใหม่ อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา

เขาไม่เคยหยุดหรือชะลอ

เราต้องหาตัวบิน ลาเดนให้เจอ

เขาคือคนที่เป็นที่บูชา เขาคือกุญแจสำคัญของทุกอย่าง

ข้อมูลที่เคเอสเอ็มให้กับเรา คือรูปแบบองค์กรของอัลกออิดะห์

แต่มีเรื่องหนึ่งที่เขาไม่ปริปากพูดเลย

(โอซามา บิน ลาเดน)

เคเอสเอ็มปกป้องบิน ลาเดนอย่างเต็มที่ที่สุด

(กรกฎาคม 2005)

(กันยายน 2006 5 ปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

หลังเหตุการณ์ 11 ก.ย. สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกๆ

คือการหารือเกี่ยวกับสิ่งที่เราใช้คำว่า

"การสอบสวนแบบเพิ่มมาตรการ"

รัฐบาลสหรัฐฯ ได้สร้างศูนย์กักกันขึ้น

ในฐานทัพทหารที่อ่าวกวนตานาโมบนเกาะคิวบา

รัฐบาลสร้างมันขึ้นมาเพื่อสอบปากคำผู้ต้องขัง โดยให้อยู่นอกระบบกฎหมายพลเรือน

ถ้าถามว่าทำไมไม่สอบปากคำพวกเขา บนแผ่นดินสหรัฐฯ

ก็เพราะอยากทำสิ่งที่ กฎหมายที่นี่ไม่อนุญาตให้ทำ

(อ่าวกวนตานาโม ประเทศคิวบา)

คนพวกนี้ไม่ใช่ทหาร

พวกเขาคือผู้นำระดับสูงที่แข็งกร้าว ของอัลกออิดะห์

เมื่อคุณจับพวกเขาไว้ แต่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล

ความคิดต่อมาก็คือการใช้มาตรการบีบบังคับ

อาจช่วยเค้นข้อมูลที่ต้องการได้ก็ได้

ความรู้สึกของคนที่สำนักงานที่สัมผัสได้ในตอนนั้น คือความแค้น

คนพวกนี้สมควรโดนแล้ว

ไม่มีการประนีประนอม

ไม่มีข้อจำกัดใดๆ

เทคนิคการสอบสวนแบบเพิ่มมาตรการ มีการใช้แรงกดดัน

ทั้งทางร่างกายและจิตใจกับผู้ต้องขัง

เทคนิคเหล่านี้รวมถึงการตบหน้า การดูถูก การบังคับให้อยู่ในท่าที่กดดัน

และการบังคับให้อดนอน

การบังคับให้อดนอนประมาณร้อยชั่วโมง

ถือเป็นเรื่องปกติของการสอบสวนแบบนี้

เมื่อผู้ต้องขังไม่ให้ความร่วมมือ

ก็จะมีการใช้เทคนิคอื่นๆ ในการสอบสวนแบบเพิ่มมาตรการ

เพื่อลดแรงต่อต้าน

ซึ่งมีกระทั่งการขู่ฆ่า

การคุมขังในพื้นที่แคบ

และที่เลวร้ายที่สุดคือการกระดานน้ำ

ผู้ต้องขังจะถูกทำให้รู้สึกเหมือน กำลังจมน้ำและใกล้ตาย

เกินไปมาก ทำกันเกินไป

เราไม่ควรทำแบบนี้

เราคือสหรัฐอเมริกา

ทรมานคนเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่จะช่วยหยุดการโจมตีในอนาคตเหรอ

ไม่ได้หรอก

ไม่ได้ และ…

ในฐานะนักวิเคราะห์

ฉันรู้ว่ายังมีแหล่งข้อมูลอื่น และวิธีการอื่นอีกมากให้เราใช้

ฉันไปหาฝ่ายบริหารแล้วบอกว่า

"ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้"

"เพราะฉันคิดว่านี่คือการทำผิดศีลธรรม"

มันเป็นปัญหาระหว่างคนที่อยากทำสิ่งที่ถูกต้อง

กับคนที่อยู่หน้างานและเข้าใจหน้างาน

คนที่วอชิงตันอยากเป็นนักรบแต่ทำงานอยู่หลังโต๊ะ

สิ่งเดียวที่กลัวในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

คือกลัวโดนกระดาษบาด

ตอนที่เคเอสเอ็มถูกจับ

เขารับผิดชอบปฏิบัติการทั่วโลกของอัลกออิดะห์

เขารู้ดีว่าบิน ลาเดนอยู่ที่ไหน

เราทำลายกลุ่มย่อย ได้กี่กลุ่มเพราะเคเอสเอ็ม ศูนย์

เขาไม่บอกเราว่าบิน ลาเดนอยู่ที่ไหน

การบังคับให้อดนอน กระดานน้ำ

ทำไปทำไม

ทำไปให้รู้สึกว่าเราแกร่งเหรอ

ความแกร่งมาจากการทำสำเร็จ

ความแกร่งมาจากการชนะสงคราม

ความแกร่งไม่ใช่การทำลายข้าวของ เหมือนวัวกระทิงในร้านขายเครื่องลายคราม

นั่นไม่ใช่ความแกร่ง นั่นคือความโง่

น่าเสียดายที่เราใช้วิธีนั้น สู้ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

ผมตัดสินใจเดินออกมาเอง

ผมไปต่อด้วยไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่ผมลาออก

นั่นเป็นการตัดสินใจที่ยากสำหรับใครก็ตาม

ในด้านหนึ่ง

การบีบบังคับมนุษย์ด้วยกันไม่ใช่การกระทำที่ดี

ในอีกด้านหนึ่ง มันผิดจริยธรรม

ถ้าเราไม่ได้ข้อมูล

คนอเมริกันนับแสนก็อาจต้องหลั่งเลือดเพราะเรา

เราเลือกไม่ได้ระหว่างสองทางเลือกนั้น

ที่ถูกต้องในระดับหนึ่งทั้งสองทาง แต่ก็ขัดแย้งกัน

และ…

คนส่วนใหญ่ในซีไอเอในยุคนั้นมีทัศนคติว่า

"หวังว่าในอนาคต จะไม่มีใครต้องเลือกทางใดทางหนึ่งอีก"

(กันยายน 2006)

ผ่านไปห้าปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย. โอซามา บิน ลาเดนยังเป็นที่ต้องการตัว

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ประเทศเราปลอดภัยขึ้นจากการโจมตี

แต่จริงเหรอ

บิน ลาเดนก็เหมือนยูนิคอร์น

มีหลายคนอ้างว่ารู้ว่าบิน ลาเดนอยู่ไหน

เพราะรางวัลนำจับบิน ลาเดน สูงถึง 25 ล้านดอลลาร์

เราเลยต้องเจอกับแหล่งข่าว ที่ไม่น่าเชื่อถือมากมาย

บอกว่าเขาอาจอยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง เราเสียเวลาไล่ตามข่าวที่ไม่มีมูลอยู่ตลอด

"บิน ลาเดนป่วย" "บิน ลาเดนตายแล้ว" "บิน ลาเดนต้องฟอกไต"

ข้อมูลทั้งหมดนั้นไหลเข้ามาในกระแสข่าวกรอง

แต่นั่นเป็นเพราะพวกเราทุ่มทุนมหาศาล

แต่ไม่ได้อะไรที่ใช้ได้จริงเลย

ฉันตามร่องรอยเบาะแสเล็กๆ มานาน

เบาะแสที่มักจะเลือนหายไป

แต่เราก็ยังหาเขาไม่เจอ

ถึงเราจะไม่เคยหยุดตามหาบิน ลาเดน แต่การล่าก็หยุดชะงัก

สถานการณ์ตอนนั้นมันซับซ้อน

มีแผนการโจมตีนิวยอร์ก

รวมถึงแผนการโจมตีรถไฟใต้ดินนิวยอร์ก

และแผนการที่จะระเบิดเครื่องบินสิบถึง 15 ลำ

เหนือแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ

บิน ลาเดนกำลังตามหาว่า

"11 ก.ย.ครั้งใหม่เอาเป็นอะไรดี" "อะไรจะยิ่งใหญ่กว่า 11 ก.ย."

มีการรายงานว่า กลุ่มอัลกออิดะห์สนใจอาวุธทำลายล้างสูง

และสนใจอยากครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เป็นอย่างมาก

เขาไม่ได้สนใจแค่วัสดุกัมมันตรังสี

แต่ยังรวมถึงสารพิษและสารเคมีดิบ

เช่น แอนแทร็กซ์

เรารู้ว่าบิน ลาเดนไปพบกับ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์

ในปากีสถาน

และเมื่อพวกนั้นพูดกับเขาว่า

"ของที่หายากก็คือวัสดุระเบิดนิวเคลียร์

เช่น ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะกับอื่นๆ"

เขาถามกลับไปว่า "แล้วรู้ได้ยังไงว่าเรายังไม่มี"

นั่นเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้นำอัลกออิดะห์

และบิน ลาเดนเป็นคนผลักดันเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผู้คนเหล่านั้นมีตัวตนจริง มีความพยายามจากทั่วโลก

ที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายนั้น

พวกเขาต้องการเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่า และดีกว่า 11 ก.ย.

กลุ่มก่อการร้ายจะทำสิ่งเดิมซ้ำไม่ได้ พวกเขาต้องเพิ่มระดับไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเป้าหมายของพวกเขาคือสิ่งที่เรียกว่า "ฮิโรชิมาอเมริกา"

เป็นระเบิดที่จะตอกย้ำว่า พวกเขาชนะสหรัฐอเมริกา

(เมษายน 2007)

(กันยายน 2007 6 ปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

ประชาชนชาวอเมริกา

เราจะเพิ่มความรุนแรง ในการต่อสู้และสังหารพวกคุณ

นั่นคือหน้าที่ของเรา พี่น้องเรากำลังทำหน้าที่นั้น

"ฉันยังไม่ตายและสุขสบายดี"

นั่นคือสารหลักในวิดีโอใหม่ ของโอซามา บิน ลาเดน

เป็นวิดีโอแรกในรอบเกือบสามปี

เว็บไซต์แนวอิสลามหัวรุนแรงเว็บหนึ่งบอกว่า วิดีโออันใหม่นี้มาจากเขา

โดยจงใจออกให้ตรงกับ วันครบรอบเหตุการณ์ 11 ก.ย.ในสัปดาห์หน้า

ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง

ก็แปลว่าเขายังไม่ตาย และอยู่ในที่ที่ปลอดภัยพอจะถ่ายวิดีโอ

ผ่านไปหกปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.

และเราไม่มีเบาะแสอะไรเลย

ในทุกวันครบรอบ 11 ก.ย.

ความคิดเดียวที่เรามีคือบิน ลาเดนยังลอยนวล

เหมือนมีมีดปักอยู่ที่หลังเรา

เราอยากหยุดมันให้ได้

และเราหงุดหงิดมากที่ทำไม่ได้

มันกลายเป็นความหมกมุ่น ทุกคนทำงานกันตลอดเวลา

แต่เราก็โดนด่าอยู่ตลอด

เรามีเครือข่ายข่าวกรองที่โง่บรม

โง่ขนาดที่เล็งได้แล้วแต่ดันพลาด

นี่เป็นความล้มเหลวด้านข่าวกรองล้วนๆ

สื่อบอกว่าพวกเราล้มเหลว

ถึงต้องมีคนอื่นเข้ามาบริหารแทน

เพราะเราทำอะไรก็ล้มเหลวไปหมด

ความล้มเหลวด้านข่าวกรองที่อาจนำไปสู่

เหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน…

คณะกรรมาธิการจะต้องจัดการกับ การโยนความผิดไปมา

และสรุปรายงานให้ได้ในเดือนกรกฎา

บอกเราว่าใครน่าจะรู้ข้อมูลอะไรและเมื่อไหร่

(กันยายน 2007)

(กันยายน 2008 7 ปีหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

ผู้คนตั้งคำถามกับเราเหมือนเรามีความผิด

และแน่นอนว่าเราทุกคนรู้สึกผิด การตั้งคำถามแบบนั้นไม่ได้ช่วยอะไร

ไม่ว่าเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ได้

เราก็ตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาอยู่แล้ว

"ฉันควรทำอะไรให้แตกต่างจากนี้ไหม

คณะกรรมาธิการที่สอบสวนเหตุการณ์ 11 ก.ย. ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดันเช้าวันนี้

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการของซีไอเอ ต่อภัยคุกคามจากอัลกออิดะห์

ก่อนวันที่ 11 กันยายน

ครั้งที่ฉันโกรธจริงๆ มีแค่ตอนที่คณะกรรมาธิการ 11 ก.ย.

โยนความผิดให้เรา

นั่นทำให้ฉันโกรธมาก

คณะกรรมาธิการระบุว่าประธานาธิบดีทั้งสองคน ไม่ได้รับข่าวกรองที่ดีพอ

คุณจะคาดการณ์ได้ยังไงว่ามีภัยคุกคาม

ในเมื่อข้อเท็จจริงถูกปกปิด

(ซีไอเอพลาดเบาะแสสำคัญ)

พอเห็นรายงานของคณะกรรมาธิการ 11 ก.ย. ติดอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์กไทมส์…

และรู้ว่ามันพุ่งเป้ามาที่พวกเรากลุ่มเล็กๆ

ที่พยายามอย่างสุดความสามารถ

แต่พวกเขากลับกล่าวหาว่าเราผิด ที่ไม่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการโจมตี

ผิดที่หาความเชื่อมโยงไม่ได้

มันเจ็บปวดมากนะ

เราแก้ต่างอะไรให้ตัวเองไม่ได้เลย

ฉันอยู่กับความรู้สึกนั้นมา 20 ปี

และเพิ่งตระหนักได้เมื่อเร็วๆ นี้เองว่า มันไม่สำคัญ

สิ่งที่เราทำมันไม่สำคัญ

เว้นแต่เราจะบอกว่า "วันนี้ เวลานี้ สถานที่นี้"

และหยุดยั้งการโจมตีครั้งนั้น

นั่นแหละถึงจะไม่ถูกตำหนิ

และ…

ฉันก็ทำในสิ่งที่ทำได้ เราทำได้แค่นั้นแหละ

(กันยายน 2008)

(มกราคม 2009 7 ปี 4 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

วันนี้ประธานาธิบดีบุชได้ต้อนรับ ชายที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดี

ในอีกไม่ถึงสองเดือนครึ่ง

เมื่อบารัค โอบามาเข้าพิธีสาบานตน ในวันที่ 20 มกราคม

เขาจะต้องรับช่วงแบกปัญหานานาประการ

แต่วันนี้ภาพที่เราเห็นคือคู่รักที่เปี่ยมด้วยน้ำใจ ต้อนรับคู่รักอีกคู่สู่บ้านหลังใหม่

สู่ชีวิตใหม่

ภัยคุกคามความมั่นคง

ที่บารัค โอบามาต้องแก้ให้ได้ เป็นการเร่งด่วนที่สุดคืออะไร

ภัยคุกคามที่ต้องเขาต้องแก้ให้ได้ เป็นการเร่งด่วนที่สุด

คือการโจมตีแผ่นดินแม่ของเรา

ผมเองก็ไม่อยากตอบแบบนี้

แต่ศัตรูของเรายังลอยนวล และมันอยากทำร้ายอเมริกา

การสังหารบินลาเดน เป็นทั้งการปราบกลุ่มอัลกออิดะห์

และเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุด กับคำว่าชัยชนะของสหรัฐฯ

ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย

(เบ็น โรดส์ - ทำเนียบขาว ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์)

เมื่อโอบามาเข้ารับตำแหน่ง

เขาออกคำสั่ง ให้เพิ่มความพยายามในการล่าบิน ลาเดน

สิ่งที่เตรียมไว้คือคำสั่งประธานาธิบดี ที่ส่งตรงถึงซีไอเอว่า

"ผมอยากให้เราทำมากกว่านี้เพื่อล่าบิน ลาเดน"

"ผมมั่นใจว่ามีการปฏิบัติงานอยู่แล้ว แต่เราจะเพิ่มความสำคัญให้มัน"

"เพิ่มคน เพิ่มทรัพยากร"

"และที่สำคัญ ผมอยากได้รายงานอัปเดตเป็นระยะ"

ทุกตำแหน่งที่ผมเข้ามารับในวอชิงตัน มาพร้อมกับความท้าทายเสมอ

(ลีออน พาเน็ตตา ซีไอเอ - ผู้อำนวยการ)

ไม่นานหลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ผมก็ไปที่ห้องทำงานรูปไข่

เพื่อพบท่านประธานาธิบดี

เขาบอกว่าภารกิจหลักของผม ในฐานะผู้อำนวยการซีไอเอ

คือไปตามหาและจับบิน ลาเดนให้ได้

ขั้นตอนแรกของผมคือเรียกคนสำคัญจากซีไอเอมา

แล้วคุยว่า "ตอนนี้เรารู้อะไร เกิดอะไรขึ้นบ้าง"

(สำนักงานใหญ่ซีไอเอ แลงลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย)

ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา ผมได้เป็นรองผู้อำนวยการซีไอเอ

ซีไอเอไม่เคยหยุดตามหา

เราตามทุกเบาะแส

เราพยายามกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อหาบิน ลาเดนให้เจอ

แต่เราไม่คืบหน้าเลย

ผมตัดสินใจแต่งตั้งหน่วยเฉพาะกิจ ที่มีหน้าที่เดียวเท่านั้น

นั่นคือตามล่าบิน ลาเดน

ลีออน พาเน็ตตากดดันพวกเราอย่างหนัก ให้เราต้องมีความคืบหน้า

ถ้าคุณเป็นหน่วยข่าวกรอง

สิ่งที่คุณต้องทำคือหาความเป็นไปได้ให้ได้มากที่สุด

เพื่อเปิดประตูสู่หนทาง

และหนึ่งในความเป็นไปได้นั้นก็มาหาเรา จากหนึ่งในประเทศพันธมิตรของเรา

ในตะวันออกกลาง

(มกราคม 2009)

(กุมภาพันธ์ 2009 7 ปี 5 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

(อัมมาน ประเทศจอร์แดน)

ในปี 2009 ทางจอร์แดนได้จับกุมแพทย์คนหนึ่ง

ชื่ออัล-บูลาวี

เขาถูกจับเพราะแสดงความเห็น สนับสนุนแนวคิดของญิฮาด

และมุมมองของอัลกออิดะห์

เขาเคยเขียนบทความลงเว็บ สนับสนุนความคิดสุดโต่งของอัลกออิดะห์

เขามองว่าตัวเองเป็นนักรบมุญาฮิดีนหัวรุนแรง

พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อศรัทธา

ทางจอร์แดนมาพูดกับเราว่า

"เราน่าจะทำให้เขาเปลี่ยนความคิด และใช้เขาเป็นเครื่องมือต่อต้านอัลกออิดะห์ได้"

"คุณสนใจไหม"

เราตอบไปว่า "สนใจสิ"

สิ่งที่เราเสนอเป็นเครื่องจูงใจ คือเขาจะได้ออกจากคุก

และถ้าเขาสามารถส่งมอบ ผู้นำอัลกออิดะห์คนสำคัญได้

เขาก็จะได้รางวัลอย่างงาม

ผลลัพธ์คือทางจอร์แดนส่งตัวเขาไปอัฟกานิสถาน

เพื่อแทรกซึมเข้าไปในอัลกออิดะห์

ที่ผ่านมามีหลายครั้ง ที่คนชอบบอกว่าองค์กรเรากลัวความเสี่ยง

ทำแบบนี้กลัวความเสี่ยงตรงไหน

นี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่

หลังจากนั้น…

เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

หายไปในหมอก ในอากาศธาตุ

เงียบไปเลย

เขาหนีไปเหรอ

หรือพวกนั้นรู้ว่าเขาเป็นสายลับและฆ่าทิ้ง

เกิดอะไรขึ้น

เวลาผ่านไปนาน

จากวันเป็นสัปดาห์ และนานขึ้นเรื่อยๆ

(กุมภาพันธ์ 2009)

(พฤศจิกายน 2009 8 ปี 2 เดือนหลัง 11 ก.ย.)

ผ่านไปหลายเดือน

เขารายงานกลับมาว่า เขาอยู่กับเบอร์สองของกลุ่มอัลกออิดะห์

ซาวาฮิรี

มีภาพถ่ายตอนที่เขาอยู่ใกล้ชิดกับซาวาฮิรีจริงๆ

สุดยอดมาก

นี่อาจเป็นโอกาสสำคัญก็ได้

นี่อาจเป็นโอกาสที่เราจะได้ตัวเบอร์สองของกลุ่ม

หรืออาจไม่ใช่แค่เบอร์สอง

บิน ลาเดน

นี่คือโอกาสครั้งสำคัญสำหรับเรา

แต่ก่อนที่เราจะคิดเรื่องปฏิบัติการอะไร จากโอกาสในครั้งนี้

เราอยากเจอหน้าเขา

เราอยากแน่ใจว่าเขาเชื่อใจได้จริงๆ

เรานัดเจอที่อัฟกานิสถาน ที่สถานที่แห่งหนึ่งชื่อโคสต์

ซึ่งอยู่ใกล้พรมแดนปากีสถาน

(โคสต์ พรมแดนอัฟกานิสถาน - ปากีสถาน)

(พฤศจิกายน 2009)

(ธันวาคม 2009 8 ปี 3 เดือนหลังเหตุการณ์ 11 ก.ย.)

การหาสายข่าวในกลุ่มก่อการร้าย

เป็นสิ่งที่ยากมาก

มันคือการขอให้ใครสักคน ทรยศคนสายเลือดเดียวกัน

แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

(ค่ายแชปแมน โคสต์ ประเทศอัฟกานิสถาน)

ลองนึกดูว่าเจ้าหน้าที่ที่โคสต์จะคิดยังไง

ชายคนนี้ที่อาจเข้าใกล้

เบอร์สองของกลุ่มอัลกออิดะห์ได้กำลังมาพบคุณ

คุณอยากให้เขารับการตรวจสอบความปลอดภัย หลายขั้นตอนจนเขาอาจเปลี่ยนใจไหม

หรือว่าอยากอ้าแขนต้อนรับเขาเลย

ให้เขารู้สึกเหมือนเป็นพวกเดียวกันกับเรา

โคสต์กลายเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่

และเราใกล้จะได้เบาะแสจริงๆ แล้ว ว่าบิน ลาเดนอยู่ที่ไหน

ตอนที่เขาเข้ามาที่ฐาน ปกติจะไม่ให้ใครขับรถเข้ามาง่ายๆ

คนที่เข้ามาต้องชะลอรถที่จุดตรวจ

ต้องขับไปจนสุดฐาน

ที่นั่นจะมีกลุ่มอาคารเล็กๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่หลักของซีไอเอประจำอยู่

จากนั้นจึงจะได้พบเป็นการส่วนตัว

เขาขับไปจนถึงตรงที่เจ้าหน้าที่ซีไอเอรออยู่

เจ้าหน้าที่ของเราออกมาต้อนรับ เพราะรอที่จะได้พบหน้ากันอยู่แล้ว

เรามองเขาเหมือนเป็นห่านทองคำ

เป็นคนที่อาจพาเราไปถึงจุดที่เราไม่เคยไปได้

เจ้าหน้าที่เดินออกไปที่รถ

นั่นคือโอกาสสำคัญ

นั่นคือจุดเปลี่ยน

(สามช่วงโมงก่อนหน้านั้น)

ผมดร.อาบู ดูจานา อัลคอราซานี

เป็นคนจอร์แดน

หน่วยข่าวกรองของจอร์แดนและอเมริกา

เสนอเงินให้ผมหลายล้านดอลลาร์ เพื่อให้ร่วมมือกับพวกเขา

และสอดแนมมุญาฮิดีนที่นี่

แต่อัลฮัมดุลิลละห์

ผมมาที่มุญาฮิดีน

และเล่าให้พวกเขาฟังทุกอย่าง

แล้วเราก็ร่วมกันวางแผนโจมตีครั้งนี้

เราจะจัดการพวกแก ซีไอเอ

อิลชาอัลลอฮ์ เราจะไปหาพวกแก แบบที่พวกแกต้องคาดไม่ถึง

นี่สำหรับพวกแก

นี่ไม่ใช่นาฬิกา

นี่คือตัวจุดระเบิด

พวกแกจะถูกส่งไปลงนรก

คำบรรยายโดย อัจฉริยา สุกใส

Can't find what you're looking for?
Get subtitles in any language from opensubtitles.com, and translate them here.